[Review] Dishonored: Death of the Outsider

[Review] Dishonored: Death of the Outsider Reviewed byNaiMa on . โดยรวมแล้ว ต้องบอกว่า ดิส ฮอร์นอร์ เดท์ ออฟ ดิ เอาท์ไซเดอร์ น่าจะสนุกกว่าภาค 2 เสียด้วยซ้ำ แต่เหตุหนึ่งก็มาจากการที่เล่นภาค 2 แล้วอึดอัดกว่า แถมไม่รู้สึกถึงความแตกต่างไปจากภาคแรกในส่วนของโลว์ และ ไฮ เคออส จึงทำให้ภาคนี้เหมือนได้ปลดปล่อย ส่วนการเล่นเป็น บิลลี่ หรือเมแกน ก็ทำให้รู้สึกถึงอารมณ์ร่วมได้ดีกว่า ตอนเล่นเป็นเอมิลี่ เพราะเจอเธอบ่อยๆ ในตอนเล่นภาค 2 นั่นเอง เกมภาคเสริมแบบสแตนอโลน เริ่มมีมาบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ครับ ดิส ฮฮร์นอร์ เดธ ออฟ ดิ เอาท์ไซเดอร์ ก็เป็นอีกเกมหนึ่งที่เป็นเหมือนภาคเสริม แต่ไม่ใช่ DLC เพราะโหลดเล่นได้โดยไม่ต้องพึ่งเกมหลัก ซึ่งผู้เล่นจะได้รับบทเป็น บิลลี่ เลิร์ก หรือ เมแกน ฟอสเตอรื ในภาค 2 ซึ่งเธอมีบทบาทมากในภาค 2 และเรื่องราวของภาคนี้ก็ดำเนินไปในช่วงหลังจากภาค 2 ไม่กี่เดือนทำให้หลายคนอาจจะคิดว่า ภาคนี้เป็นเหมือนภาคเสริม ที่เติมเต็มเนื้อเรื่องให้กับ ดิส ฮอร์นอร์ 2 ซึ่งอันที่จริงแล้วก็ถูกครึ่งไม่ถูกครึ่ง [gap height="15"] ที่บอกแบบนี้เพราะว่าตัวเกมและการเล่นแม้จะใช้ระบบเดิม แต่ความสามารถของ บิลลี่ แตกต่างไปจากสองตัวละครในภาคก่อนพอสมควร จึงทำให้อารมณ์ในการเล่นเปลี่ยนแปลงไป ที่สำคัญคือ ความอึดอัดที่ต้องระวังในการเล่น ลดลงไปมากสาเหตุมาจากภาคนี้ไม่ได้มีจุดให้ต้องระวังในการเล่นว่าจะเป็น โลว์ หรือ ไฮ เคออส เหมือนกับภาคก่อนๆ นั่นเอง [gap height="15"] การที่ไม่มีระบบ โลว์ หรือ ไฮ เคออส ส่งผลให้ตอนเล่น ไม่รู้สึกรำคาญที่ต้องรีเซทบ่อยๆ โหลดเกมใหม่บ่อย ๆ มีจุดจบที่แน่นอนชัดเจนคือการร่วมมือในการจัดการกับเอาท์ไซเดอร์ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของภาคนี้ ดังนั้นเกมเพลย์จึงค่อนข้างอิสระกว่า สู้แหลกไม่ต้องสนใจอะไรก็ได้ จะเล่นเซฟๆ ไม่ฆ่าเยอะกว่า หรือ จะเล่นผสมผสานก็ทำได้ [gap height="15"] การเข้าถึงเนื้อเรื่องและอารมณ์ เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ดิส ฮฮร์นอร์ มีแฟนๆ อยู่ และภาคนี้ก็ยังคงอารมณ์นั้น การฟังเสียงกระซิบของเหล่าหนูที่วิ่งไปมา บทสนทนาที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกของตัวละคร ซึ่งภาคนี้น่าจะทำได้ดีกว่าภาค 2 อีกด้วยซ้ำในส่วนนี้ Rating: 4.35

ความสนุกในความแตกต่าง

เกมภาคเสริมแบบสแตนอโลน เริ่มมีมาบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ครับ ดิส ฮฮร์นอร์ เดธ ออฟ ดิ เอาท์ไซเดอร์ ก็เป็นอีกเกมหนึ่งที่เป็นเหมือนภาคเสริม แต่ไม่ใช่ DLC เพราะโหลดเล่นได้โดยไม่ต้องพึ่งเกมหลัก ซึ่งผู้เล่นจะได้รับบทเป็น บิลลี่ เลิร์ก หรือ เมแกน ฟอสเตอรื ในภาค 2 ซึ่งเธอมีบทบาทมากในภาค 2 และเรื่องราวของภาคนี้ก็ดำเนินไปในช่วงหลังจากภาค 2 ไม่กี่เดือนทำให้หลายคนอาจจะคิดว่า ภาคนี้เป็นเหมือนภาคเสริม ที่เติมเต็มเนื้อเรื่องให้กับ ดิส ฮอร์นอร์ 2 ซึ่งอันที่จริงแล้วก็ถูกครึ่งไม่ถูกครึ่ง
ที่บอกแบบนี้เพราะว่าตัวเกมและการเล่นแม้จะใช้ระบบเดิม แต่ความสามารถของ บิลลี่ แตกต่างไปจากสองตัวละครในภาคก่อนพอสมควร จึงทำให้อารมณ์ในการเล่นเปลี่ยนแปลงไป ที่สำคัญคือ ความอึดอัดที่ต้องระวังในการเล่น ลดลงไปมากสาเหตุมาจากภาคนี้ไม่ได้มีจุดให้ต้องระวังในการเล่นว่าจะเป็น โลว์ หรือ ไฮ เคออส เหมือนกับภาคก่อนๆ นั่นเอง
การที่ไม่มีระบบ โลว์ หรือ ไฮ เคออส ส่งผลให้ตอนเล่น ไม่รู้สึกรำคาญที่ต้องรีเซทบ่อยๆ โหลดเกมใหม่บ่อย ๆ มีจุดจบที่แน่นอนชัดเจนคือการร่วมมือในการจัดการกับเอาท์ไซเดอร์ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของภาคนี้ ดังนั้นเกมเพลย์จึงค่อนข้างอิสระกว่า สู้แหลกไม่ต้องสนใจอะไรก็ได้ จะเล่นเซฟๆ ไม่ฆ่าเยอะกว่า หรือ จะเล่นผสมผสานก็ทำได้
การเข้าถึงเนื้อเรื่องและอารมณ์ เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ดิส ฮฮร์นอร์ มีแฟนๆ อยู่ และภาคนี้ก็ยังคงอารมณ์นั้น การฟังเสียงกระซิบของเหล่าหนูที่วิ่งไปมา บทสนทนาที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกของตัวละคร ซึ่งภาคนี้น่าจะทำได้ดีกว่าภาค 2 อีกด้วยซ้ำในส่วนนี้
เกมเพลย์
กราฟฟิค
เสียง
สนุกไม่ว่าจะเคยเล่นเกมนี้มาก่อนหรือไม่
โดยรวมแล้ว ต้องบอกว่า ดิส ฮอร์นอร์ เดท์ ออฟ ดิ เอาท์ไซเดอร์ น่าจะสนุกกว่าภาค 2 เสียด้วยซ้ำ แต่เหตุหนึ่งก็มาจากการที่เล่นภาค 2 แล้วอึดอัดกว่า แถมไม่รู้สึกถึงความแตกต่างไปจากภาคแรกในส่วนของโลว์ และ ไฮ เคออส จึงทำให้ภาคนี้เหมือนได้ปลดปล่อย ส่วนการเล่นเป็น บิลลี่ หรือเมแกน ก็ทำให้รู้สึกถึงอารมณ์ร่วมได้ดีกว่า ตอนเล่นเป็นเอมิลี่ เพราะเจอเธอบ่อยๆ ในตอนเล่นภาค 2 นั่นเอง
  เธฃเธนเธ›เธ เธฒเธžเธ—เธตเนˆเน€เธเธตเนˆเธขเธงเธ‚เน‰เธญเธ‡

About The Author

Related posts

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *