70$ per Game 15 ปี ขอขึ้นราคาซักที พี่ไหวไหม หนูแพงขึ้นนะ!

เกมแรกที่ประกาศขึ้นราคาสำหรับ PS5 และ XSX

อาจจะเล่นมีมเก่าไปหน่อยนะครับ แต่สกู๊ปคราวนี้ เราไปดูเรื่องของราคาเกมกัน NBA2k21 เรียกได้ว่าเป็นเกมที่ประกาศเกมแรกสำหรับเครื่องเกมรุ่นใหม่อย่าง PS5 และ XSX ว่าจะขึ้นราคาอีก 10$ ไปเป็น 69.99$ หรือก็คือ 70$ per Game นั่นแหละครับ

แน่นอน เมื่อขึ้นราคาแบบนี้ ก็ต้องมีคนบ่น แต่คราวนี้มีหลายสื่อที่บอกว่า การขึ้นราคาครั้งนี้มันมีเหตุผลของมัน อะไรคือเหตุผลของการขึ้นราคา และการขึ้นราคาดีต่อวงการอย่างไร วันนี้เราจะพาไปลงเรียนวิชา Pricing กันครับ ศาสตร์ของการกำหนดราคา (ฮ่า ว่าไปนั่น)

ทำไมต้องขึ้นราคา

เริ่มต้นนั้น เราคงต้องมาดูกันก่อน ว่าราคาเกมปัจจุบันที่ 59.99$ สหรัฐ หรือเขียนกลม ๆ ก็คือ 60$ นั่นแหละ อยู่มากี่ปีแล้ว สื่อทุกเจ้าไม่ว่าจะเป็นเดอะเวิร์ก หรือ บิซิเนสอินไซเดอร์ หรือ ดิจิเทรน หรือ ไอจีเอ็น หรือเกมสปอต ทุกเจ้าระบุตรงกันครับว่า เกมไม่ได้ขึ้นราคามา 15 ปีแล้ว โดย The Verge ระบุว่า ครั้งสุดท้ายที่ขึ้นราคาคือเมื่อปี 2005 โดยเป็นเกม Call of Duty 2 ขึ้นราคาจาก 49.99$ มาเป็น 59.99$ ก็คือ 10$ เหมือนกัน

สาเหตุของการขึ้นก็มาจากการ “เปลี่ยนเจนเนอเรชั่น” จาก PS2 และ Xbox เดิม มาเป็น PS3 และ Xbox 360 ซึ่งเมื่อมองมาถึงยุคนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงเจนเนอเรชั่นจาก PS4 เป็น PS5 และ X1 เป็น XSX และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้เกมขึ้นราคา ใช่หรือไม่

คำตอบก็อาจจะใช่ แต่ก็ไม่ใช่ 100% ของคำตอบทั้งหมด

เกมแรกที่ขึ้นราคาในปี 2005 จาก 49.99$ เป็น 59.99$ ข้อมูลจาก The Verge

ต้นทุนที่สวนทางกับธุรกิจที่มีราคาถูก

เพราะการเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ เจน ก็ไม่ได้ขึ้นราคา แต่สาเหตุหลัก ๆ ซึ่งจริง ๆ ราคาเกมนั้น ถือว่าเป็นธุรกิจบันเทิงที่มีราคาถูกมาก สำหรับในตลาดอย่างอเมริกาหรือญี่ปุ่นนะครับ อย่าเทียบกับบ้านเราเป็นหลักนะครับ เราไม่ใช่ศูนย์กลางของตลาด ไม่ได้ใหญ่โตอะไรที่เขาจะเอามาพิจารณาว่าเกมราคาพันแปดร้อยบาทถือว่าแพงอยู่สำหรับเรา

ราคา 59.99 เหรียญ อาจจะแพงกว่าสมาชิกหนังหนึ่งเดือน แต่เกมที่ซื้อมาเล่นให้ความสนุกสนานได้นานกว่าการชมภาพยนตร์ ในกรณีที่ชื่นชอบเหมือนกัน ภาพยนตร์จะให้ความบันเทิงต่อครั้งได้อย่างมากก็ 2 – 3 ชั่วโมง แต่ถ้าคุณดูซีรี่ส์ก็อาจจะยาวหน่อย แต่เกมบางเกม สามารถเล่นได้นานเป็นร้อยชั่วโมง  

เวลา 15 ปี ที่ผ่านมาถือว่าอั้นไว้นาน กับตลาดเกม หลายสื่อยอมรับว่า การเพิ่มขึ้นของราคาเกมถือว่าช้าเกินไป เมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิต เกมขนาดใหญ่ใช้พนักงานและทีมงานมากโดยเฉพาะเกม AAA ลงทุนหลายร้อยล้าน แม้จะขายได้ดี แต่กำไรไม่มากพอ เราเองก็เคยลงข่าวเกมอย่าง ชาโดว์ ออฟ เดอะ ทูมไรเดอร์ส ที่ทำออกมาต้นทุนสูงถึง 75 ล้านเหรียญสหรัฐ และถ้ารวมต้นทุนการตลาด ก็จะตกประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ

เกมที่ขายได้เยอะแต่ก็ต้นทุนเยอะ กำไรก็ไม่ได้มากอย่างที่คิด

ตัวเกมขายได้ในช่วงแรกที่ 1 ล้านแผ่น ดูเหมือนเยอะ แต่นั่นคือขาดทุนไปแล้ว 40% เพราะจะตกอยู่ที่ 60 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้ในตอนท้ายจะขายขึ้นมาได้ถึง 4.2 ล้านชุด ทว่าราคาที่ขายในช่วงหลังก็ไม่ใช่ราคาเต็ม ทำให้กำไรที่แท้จริงของ ชาโดว์ ออฟ เดอะ ทูมไรเดอร์ จึงคำนวณได้ยาก แต่มีการคาดเดาว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งก็น้อยมาก

ดังนั้นเกมในช่วงหลัง จึงต้องมี “เวอร์ชั่นพิเศษ” ของเกมที่ออกมา เช่น เวอร์ชั่น เกมออฟ เดอะ เยียร์ เวอร์ชั่น เดอลุกส์ และต้องขาย DLC ทุกอย่างทำเพื่อให้สามารถทำตลาดอยู่ได้ ในราคาเพียง 59.99$    

ยิ่งพัฒนาเครื่อง ยิ่งเพิ่มต้นทุน

เมื่อมีการพัฒนาจาก PS3 สู่ PS4 ระดับกราฟฟิคก็อัพเกรดขึ้น ต้นทุนหนักหนาขึ้น Xbox 360 สู่ Xbox 1 เช่นกัน เราจึงเริ่มเห็นตลาดแบบ DLC เพิ่มมากขึ้น หลายเกมก็เน้น DLC กันไปเลย เช่น เดด ออร์ อไลฟ์ หรือ สตรีทไฟเตอร์ ที่เป็นสไตล์ไฟติ้ง ก็เน้นซื้อขายชุดและตัวละครกัน

บางเกมก็เข้าสู่ตลาด Loot Box อย่างเช่น โอเวอร์วอทช์ ที่ทำตลาดด้วยรูปแบบ ศoot Box หรือหลายเกมออนไลน์ บน PC ก็ใช้ระบบนี้ ทว่าหลาย ๆ คนก็ค่อนข้างต่อต้านระบบนี้ บ้างก็ถึงกับต่อว่าว่าระบบนี้ทำลายวงการเกมกันเลยทีเดียว ดังนั้น หนทางเลือกแบบนี้ จึงไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับตลาด

การขึ้นราคา จึงเป็นทางเลือกสุดท้าย….

แม้จะมีรายได้ดี แต่ก็ค่อนข้างถูกมองว่าไม่เป็นธรรมกับผู้เล่นสักเท่าไหร่

15 ปี ขึ้นราคา 17%

จากปี 2005 – 2020 ต้นทุนการผลิตเกม พุ่งขึ้นไปถึง 300% ตลาดเกมมีการแข่งขันกันสูงมาก มีทีมใหม่ ๆ หน้าใหม่ ๆ รูปแบบใหม่เข้ามาในวงการ ขนาดของตลาดก็สูงมาก แต่ราคาเกมปรับขึ้นยาก นี่คือสิ่งที่วงการเกมต้องทำใจ ซึ่งการขึ้นราคาครั้งนี้ เชื่อว่า ไม่ใช่การขึ้นราคาสำหรับทุกเกม โดยส่วนใหญ่มองว่า เฉพาะเกม AAA เท่านั้นที่จะขึ้นราคาเป็น 69.99$ เกมในตลาดส่วนใหญ่ก็คงอยู่ที่ 59.99$

ตลาดญี่ปุ่นถือเป็นตลาดที่ราคาเกมเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 5,800 เยน ถึง 10,800 เยน บางเกมในอดีตเคยขายในราคาที่สูงมากอยู่แล้วตั้งแต่ต้น (หลายคนก็อาจจะเคยสงสัยว่าเกมชุด สามก๊กหรือโนบุนากะ ทำไมราคาถึงแพงนัก) จุดนี้ทำให้ไม่ค่อยมีปัญหามากหากจะขึ้นราคาเกมระดับ AAA

หนึ่งในเกมที่ออกมาพร้อมพาวเวอร์อัพคิท และมีราคาแพงเสมอ

จุดอ่อนก็น่าจะอยู่ที่แถบเอเชียเรานี่แหละครับ หากราคาเกมขึ้นไปที่ 70$ สหรัฐ ราคาเกมแบบถูกต้องก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 2100 – 2300 บาท เป็นพื้นฐาน เมื่อเทียบกับราคาปัจจุบันที่ 1890 – 1990 แล้ว ก็อาจจะยังมีคนรับได้อยู่ แต่ก็ใช่ว่าจะทุกคน ซึ่งถ้าหากราคาไม่ได้ขึ้นทุกเกม ก็อาจจะไม่มีอะไรเปลี่ยนมาก แต่ถ้าขึ้นทุกเกม การเลือกซื้อเกมก็จะมีความเข้มข้นมากขึ้น ตลาดของระบบซับสคริป ก็อาจจะดีกว่าก็เป็นได้

ราคาคือการทำให้ตลาดคงอยู่

สิ่งที่คนเล่นเกมต้องคิดก็คือเราจะต้องเลือกซื้อเกมมากยิ่งขึ้น เมื่อราคาขึ้นเราก็ต้องพิจารณาคุณภาพให้ดีก่อนจะซื้อ ส่วนค่ายเกมเองการรักษาคุณภาพ การขึ้นราคาบ้างก็สมเหตุสมผล แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาคุณภาพ ก็จะทำให้ตลาดยังคงอยู่ และมีคนที่ชื่นชอบวีดีโอเกม เล่นเกมกันต่อไปได้เรื่อย ๆ เพราะแม้ไม่ขึ้นราคา แต่ถ้าคุณภาพเกมลดต่ำลงเรื่อย ๆ ความเบื่อหน่ายก็จะมีมากขึ้น และสุดท้ายก็จะไม่มีคนอยากเล่นเกมเกิดขึ้นอีก ดังนั้นท้ายที่สุด การขึ้นราคาก็ต้องควบคู่ไปกับการเพิ่มคุณภาพให้ดียิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน จึงจะทำให้ตลาดสามารถอยู่รอดต่อไปได้อีกนาน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

About The Author

Related posts

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *